ชีวิตธิปไตย 4 วินาที

posted on 07 Feb 2011 19:15 by thejotivator in Dream

ทุกครั้งที่มีคนกล่าวอ้างถึงคอนเซปต์ “ประชาธิปไตย 4 วินาที” พร้อมพยายามสอดแทรกการรณรงค์อย่างเท่ว่าขอให้ประชาชนคนไทยเปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตยที่เราร่วมตรวจสอบ ร่วมบริหารประเทศด้วยกันเถอะนะที่รัก

 

 

 

ผมมักจะแอบยิ้มด้วยความเห็นใจเหล่านักรณรงค์เหล่านั้นอย่างสุดซึ้ง ( ว่าแต่...เห็นใจแล้วทำไมเอ็งต้องยิ้ม? )

 

แม้ว่าใจผมจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้อย่างสุดโต่งโสล่งเป็ดก็ตาม แต่ก็ไม่วายอยากจะเสือกตัวเข้าไปวงในแล้วกระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆไม่ได้ว่า “คุณพี่หนวดครับ อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้นเลยนะครับ แต่ผมคิดว่าฝันที่เป็นจริงของพี่มันแม่งโคตรทวดยากส์เลย”

 

 

.....ซึ่งก็อาจจะได้รับปฏิกิริยาตอบสนองของคุณพี่หนวดด้วยการทำสีหน้านัยว่า..มาอีกแล้วเรอะนักทำลายความฝันอาชีพ ผู้รักการโวยวายหน่ายบ่นปนหงุดหงิดแต่ไม่เคยคิดจะช่วยทำให้ดีขึ้น (เป็นรูปแบบของสีหน้าที่แสดงออกยากมาก หากต้องการสื่อสารข้อมูลให้ครบ 555) แต่พี่หนวดเองก็คงต้องอดกลั้นแล้วถามกลับไปอย่างสุภาพอ่อนโยนว่า “ทำไมมึง(น้อง)ถึงคิดเช่นนั่นเล่า?” 

 
 ....โอ้ว...ผมก็คงเริ่มเผยยิ้มอย่างชัดเจนพร้อมสีหน้าที่แสดงออกให้รู้สึกว่าตัวเองได้รับชัยชนะเล็กๆจากการที่ทำให้คุณพี่หนวดสนใจในประเด็นที่ขัดแย้งได้พร้อมไปกับการภูมิใจที่จะได้โอกาสเสนอข้อสังเกตแมนๆที่ตัวเองได้แต่เก็บเป็นความลับเอาไว้ในซอกตูดเป็นเวลาหลากหลายปี (อันนี้แสดงออกยากกว่าอีกแน่ะ..) พร้อมเปล่งวาจาไปด้วยโทนเสียงนุ่มลึกน่าเกรงขามแต่แฝงความเข้มแมนราวกับออกจากปากของเฮีย อัล ปาชิโน ใน  Serpico (ไอ้ภาพที่นิยมติดกันที่บังโคลนรถบรรทุกนั่นแหละ) ว่า “ ก็อนาคตของชีวิตเขายังเลือกแค่ 4 วินาที จะไปหวังอะไรให้เขาเลือกอนาคตของประเทศด้วยเวลามากกว่านั้นละพี่........”

 

“..................................”

 

 

“.......................................................”

 

“............!! อ้าว !! คุณพี่หนวด !! คุณพี่หนวดหายไปไหน !!?? “

 

 

............................................................

 

คุณพี่หนวดเขากลับไปทำหน้าที่นักรณรงค์ต่อตั้งแต่ตอนซอกตูดแล้วแหละ เขารอมึงเกริ่นไม่ไหว......

 

 

ด้วยเหตุฉะนี้...ผมเลยอ้อนวอนตาหวานให้คุณผู้อ่านลองพิจารณาการขยายความของผมแทนพี่หนวดเขาหน่อย

 

จะพยายามไม่เลอะเทอะ เรี่ยราดละ
 

 

 

ขอกลับไปที่ “ประชาธิปไตย 4 วินาที” ...ใครที่ยังไม่คุ้นกับวาทกรรมนี้ มันคือ การเปรียบเปรยว่าชนชาติเราให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมกับประชิปไตยแค่ 4 วินาทีเท่านั้น วินาทีที่ 1 รับบัตร วินาทีที่ 2 กาบัตร วินาทีที่ 3 พับบัตร วินาทีที่ 4 หย่อนบัตร หลังจากนั้นอำนาจหน้าที่ถือว่าสิ้นสุด พบกันใหม่อีก 4 ปีข้างหน้า เป็นระบอบการปกครองแบบโอลิมปิกเกมส์ (แต่หลังๆมานี้ โอลิมปิกธิปไตยไม่เคยถึง 4 ปีสักครั้ง T_T)  จากนั้นนักกาเหล่านั้นก็ถือว่าเลือกผู้แทนรัฐบาลมาแล้วนี่ก็ปล่อยเค้าจัดการไปสิ ทำไม่โดนไม่ดี 4 ปีข้างหน้าก็แค่เลือกใหม่ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทั้งๆที่ๆเรามีสิทธิ์เต็มที่ในการ ตรวจสอบ ซักถาม เรียกร้อง ประท้วง ระหว่างการทำงานของรัฐบาลได้อย่างชอบธรรม ขึ้นอยู่กับระดับความช่างสังเกต ช่างคิด ช่างซัก ช่างถาม ของประชาชนแต่ละท่าน

 

 

แต่เสียดายที่ประชาชนไทยส่วนใหญ่มักจะ “ช่างแม่ง...”

 

ที่จำเป็นต้องช่างแม่งเพราะมีเรื่องของตัวเองที่น่าสนใจกว่า มีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องใส่ใจกว่า มีชีวิตของตัวเองที่สำคัญมากกว่า

 

 

...ใช่แล้ว...”ชีวิต”ของตัวเองสำคัญมากกว่า.....สำคัญที่สุดเลยเหอะ...

 

น่าแปลกครับ สิ่งที่คนเราคิดว่าสำคัญที่สุด แต่กลับมีคนมากกว่าครึ่งในวันนี้ที่ไม่มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง......

 

จะเชื่อไหมครับถ้าผมจะบอกว่า มันมาจากการใช้แนวคิด “ชีวิตธิปไตย 4 วินาที” เหมือนกัน.....

 

ผมจะเริ่มจากตัวอย่างที่ใกล้เคียงกันอย่างเหลือเชื่อ

 

...ด้วยการเลือกอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในชีวิตของเรา คือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือ เอ็นทร๊านส์ส์ส์ส์ ที่หลอกหลอนมาในอดีต (หรือในปัจจุบันสำหรับบางคน) นั่นเอง

 

หลังจากผ่านสมรภูมิสอบเป็นที่เรียบร้อย เด็กน้อยคอซองคาร์สันขาสั้นนั่งหน้านิ่วอยู่บนโต๊ะพร้อมดินสอในมือ

 

 

เอกสารที่อยู่ตรงหน้าเป็นช่องตัวเลือกของคณะสาขาและมหาวิทยาลัยที่เราจะต้องเลือก “กา”

 

เด็กน้อยคนนั้นคิดอะไรอยู่?

 

 

......คณะอะไรดีวะ พ่อแม่เราอยากให้เข้าอะไร เพื่อนๆที่เรารักมันเลือกอะไรกันวะ สาขาอะไรนิยม เรียนจบมีงานเปล่าวะ มหาลัยอะไรที่เข้าไปไม่อายเขา คะแนนเราจะถึงมั๊ยนะ ตกลงกูจะเป็นอะไรวะ?

 

เกณฑ์ในการตัดสินใจมีอิทธิพลจากแวดล้อมภายนอกมากกว่าความต้องการภายในอยู่หลายขุมทีเดียว

 

 

ซึ่งแหม....ถึงหลายคนจะคิดมาแล้วว่าตัวเองต้องการทำอาชีพอะไรในการเลือกคณะ แต่ถามจริงๆเหอะ เด็กน้อยคนนั้นรู้อะไรมากไปกว่า  วิศวกร คือ สร้างบ้านงานหนัก  แพทย์ คือ หมอรักษาคนไข้รายได้ดี  บัญชี คือ มีแต่ตัวเลข  รัฐศาสตร์ คือ นักการเมือง บริหารธุรกิจ คือ ผู้บริหาร  วิทยาศาสตร์ คือ นักวิทยาศาสตร์  ....

 

เด็กน้อยคนนั้นใช้เวลากว่า 12 ปีในช่วงประถมและมัธยมศึกษาในการคร่ำเคร่งเครียดตะบี้ตะบันเรียนให้ คิดเลขเก่ง อ่านภาษาอังกฤษออก ท่องสูตรเคมีได้ ผันวรรณยุกต์เป็น แต่กลับมีความเข้าใจในระดับกำปั้นทุบดินกับวิชาชีพที่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ในอนาคต เรียนเอาเหตุ ไม่เน้นผล....

 

ซึ่งนั่นทำให้เด็กน้อยสามารถตอบถามตัวเองว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร? “ ได้อย่างตื้นเขินเสียนี่ฉิบ

 

อยากเป็นหมอเพราะรวย อยากเป็นวิศวกรเพราะเท่ อยากเป็นแอร์เพราะสวย อยากเป็นนักการเมืองเพราะดูมีอุดมการณ์...

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการใช้  4 วินาทีในการเลือกคณะ และเลือก “อนาคต” ชีวิตที่เหลือของตัวเอง

 

เลือกเพียงเพราะรู้เท่านั้น เลือกไปก่อน

 

พอเลือกได้แล้ว....ก็ “ช่างแม่ง”

 

เรียนไปสิ เลือกมาแล้ว ลองดูก่อน ชอบหรือเปล่าไม่รู้ แต่ต้องเรียนให้จบ จะเปลี่ยนอะไรขอให้รอ “โอลิมปิกแห่งชีวิต” ครั้งหน้า...อีก 4 ปี

 

คุ้นๆมั๊ยครับ 4 วินาทีแลก 4 ปี…….
 

 

 

ภายหลังเรียนจบเด็กน้อยก็ต้องรีบออกมาหางานทำ.......... ที่ไหนเขาจะรับเรานะ ทำงานตรงสายที่เรียนมานี่แหละ บริษัทไหนชื่อเสียงดีวะ เขาให้เงินเท่าไหร่วะ จะให้ทำอะไรช่างมันเหอะ ขอให้ได้เข้าไปทำก่อน...

 

ความคิดของเด็กน้อยเหมือนจะไม่ได้โตขึ้นเลย ...จะมีเด็กน้อยสักกี่คนที่รู้ก่อนล่วงหน้าว่า งานที่เขาเลือกนั้นแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง ทักษะอะไรบ้างที่ต้องใช้ ความยากอยู่ที่ตรงไหน ตรงกับความชอบและความถนัดจริงๆหรือเปล่า เขาตั้งใจจะทำไปถึงเมื่อไหร่ และจากนั้นจะไปทำอะไรต่อ ......มันเป็นงานที่จะพาเขาไปสู่ชีวิตที่ต้องการหรือเปล่า..??

 

 

ส่วนใหญ่ก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ทำงานไปงั้นๆ ทำงานไปให้มีงานทำ

 

ลองนับจำนวนเด็กน้อยที่บ่นว่า เบื่อ เครียด เกลียดวันจันทร์ รักวันศุกร์ดูสิ....

 

เด็กน้อยเริ่มไม่มีความสุขกับชีวิตที่เขาไม่ได้เรียนรู้มาก่อน ไม่ได้พิจารณาล่วงหน้า ไม่ได้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ฝืนใช้ชีวิตจวบจนกระทั่งความทุกข์รวมตัวกันประท้วงขับไล่ จนก่อให้เกิดการ “ปฏิวัติชีวิต” และเรียกร้องการเลือกตั้งใหม่...

 

แล้วเลือกตั้งครั้งใหม่... เด็กน้อยจะเลือกอย่างไร? เค้าจะมีแนวคิดใหม่ๆในการเลือกชีวิตของเขาหรือเปล่า?

 

นี่แหละครับขนาดเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ยังไม่เต็มใจจะใช้เวลาหาข้อมูล พิจารณาทางเลือก ประเมินความคิด ตรวจสอบเส้นทางอะไรเลย เพียงแค่รู้สึกอุ่นใจที่เลือกเส้นทางที่มั่นคงเหมือนเด็กน้อยคนอื่นๆ แล้วจะไปหวังอะไรกับประชาธิปไตย.....เรื่องที่เด็กน้อยคิดว่า “ไกลตัว”อย่างนั้น (นอกจากเด็กน้อยอยากจะเป็นนักต่อสู้ อ่ะนะ)

 

ชีวิตคือการเดินทางครับ ให้เวลากับการกำหนดเป้าหมายที่เราอยากจะไป และศึกษาเส้นทางล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง ถึงจะไปช้าอย่างไรก็ไม่หลง หรือถึงจะหลงก็หลงไม่มาก...แต่คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้กลับให้ความสำคัญเหลือเกินกับเทคนิคการเดิน การวิ่ง เดินอย่างไรให้เร็ว วิ่งอย่างไรให้ไม่เหนื่อย ท่าไหนสวย ท่าไหนมั่นคง

 

ทิศไหนไม่รู้....ขอกูได้เดินก่อนเถอะ

 

ทั้งที่ความเป็นจริงมันไม่ได้ใช้เวลาและความสามารถมากเลยกับการกำหนดพิกัดเป้าหมาย สำรวจเส้นทาง

 

ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า “เดินช้าช้าอย่างถูกทิศ ดีกว่าวิ่งสุดชีวิตแต่หลงทาง...”

 

กวาดตามองดูพี่น้องชาวไทยปัจจุบันมีคนหลงทางเยอะซะด้วย... และที่น่าเศร้าคือ โดยมากมันสายเกินกว่าจะกลับมาซะแล้ว
 

 

 

ผมคิดเองอย่างสั้นๆง่ายๆโง่ๆว่า ถ้าหากประเทศเราหล่อหลอมให้ประชาชนเดินแบบถูกทิศถูกทางถูกที่ได้ ความเจริญก้าวหน้าและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศคงไปได้ไกลมากกว่าที่ใครต่อใครเอาแต่ประกาศก้องว่าจะเป็นเสือ เป็นมังกร เป็นหมีแพนด้า ตัวที่เท่าไหร่ของโลกก็เหอะ

 

ก็เข้าใจแหละว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเด็กน้อยทั้งหลายเองก็ไม่ได้รับการปลูกฝังให้กำหนดแผนที่ชีวิตและวิ่งเข้าหาข้อมูลพื้นที่ด้วยตัวเอง ซ้ำร้ายยังขาดแคลนระบบและการสื่อสารให้ศึกษาเชิงลึกถึงเส้นทางในอนาคตต่างๆอย่างง่ายๆ ( แหม...ถ้ามีรายการ Reality show ของอาชีพต่างๆ นอกเหนือจากนักร้อง ดารา ก็น่าจะดีนะ....)

 

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่ว่าจะเริ่มไม่ได้....

 

ฉะนั้นขอฝากไว้สำหรับเด็กน้อยที่กำลังจะมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก และเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่ทุกท่าน ....ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะให้เวลากับความคิดเหล่านี้อย่างจริงจังได้แล้ว เพื่อป้องกันความเสียดายที่จะเกิดขึ้นกับเวลาชีวิตที่เหลืออยู่...เฮ้!!!

 

ส่วนเด็กไม่น้อยทั้งหลายแหล่ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกมาตลอดและคิดว่าสิ่งที่ผมบอกนั้นมันไม่เห็นจะจริงเอาซะเลยขี้โม้ ก็ขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจด้วยนะครับที่คุณได้ผ่านการเลือกชีวิตของคุณอย่างพิถีพิถัน และเริ่มทำมันให้เป็นความจริงเรียบร้อยแล้ว

 

 

แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เหนือสิ่งอื่นใด....

 

ผมฝากบอกคุณพี่หนวดด้วยนะครับ ^^
 

edit @ 7 Feb 2011 19:31:50 by Jotivator

Comment

Comment:

Tweet

4 วินาทีที่เลือก ก็คิดดีแล้วละ แต่คนที่เราเลือกเขาก็ทำหน้าที่แทนได้แค่นี้ กำลังคิดว่าต่อไปนี้จะเก็บ 4 วินาทีไว้กับตัวเราดีกว่ามั้ง

อยากไว้อาลัย 4 วินาทีที่เคยเข้าคูหาอย่างยิ่ง