ใครเคยสูญเสียคนรักที่ใกล้ชิดบ้างครับ?


 

คุณคงจะเข้าใจลึกซึ้งถึงความรู้สึกทุกข์ทรมานในการเดินหน้าต่อไปเป็นอย่างดี...


 

ด้วยอารมณ์ที่ยุ่งเหยิงสับสนปนเปเข้าด้วยกันมากมาย บางครั้งอธิบายลำบาก ไม่เข้าว่าตัวเองคิดอะไรอยู่..


 

รู้แต่ว่า............ทรมาน............


 

คนรอบตัวต่างเข้ามาด้วยความหวังดี พยายามหยิบยกคำปลอบโยนต่างๆนานา “เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเอง”....”เขาไปสบายแล้วแหล่ะ”... “อย่าเศร้าเลยนะ”....”เราต้องใช้ชีวิตต่อไป”....


 

เข้าใจในความหวังดี แต่ตอนนี้”โหมดเหตุผล” ถูกระงับการทำงานไว้ชั่วคราว


 

อย่างไรก็ตามคำปลอบสุดท้ายก็ถูกต้อง......เราต้องใช้ชีวิตต่อไป...


 

แต่ก่อนอื่นต้องหาทางออกจากสภาวะนี้ให้ได้ก่อน......


 

ทางออกเองมันก็มีหลายทาง


 
บางทางก็พาเราออกไปได้เร็วขึ้น แต่บางทางก็ไม่....

 

Becca กับ Howie เป็นคู่สามีภรรยาที่ครอบครัวสมบูรณ์แบบของเขาต้องพังลงชั่วพริบตาหลังจากต้องสูญเสียลูกชายหนึ่งเดียวไปอย่างไม่มีวันกลับ


 

สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอตลอด 90 นาทีเป็นการเดินทางในการหาคำตอบของคำถามธรรมดาๆข้อหนึ่ง


 

“เขาและเธอจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร?


 

มันอาจจะไม่ใช่เรื่องราวที่เด่นโดด ไม่ใช่โจทย์ที่หวือหวา ไม่ใช่ปัญหาที่เราไม่คุ้นเคย


 

แต่ภายใต้คำถามที่เรียบง่ายนั้น Rabbit Hole สร้างการดำเนินเรื่องที่มีพลัง ดังแรงกำลังมหาศาลของน้ำไหลภายใต้พื้นผิวที่เงียบเชียบ


 

โดยไม่จำเป็นต้องมีฉากบดคั้นอารมณ์ หรือเหตุการณ์สะท้านความรู้สึกมาบีบบังคับให้คนดูรู้สึกจี๊ด


 

แต่การนำเสนอให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตที่ค้นหาทางออกด้วยเหตุการณ์ธรรมดาๆ และบทพูดที่ดูแสนจะเป็นธรรมชาติเรียบง่ายของทุกตัวละครนี่แหละก็เพียงพอที่จะสามารถตรึงให้เรารู้สึกสนุกและชวนติดตามค้นหาอย่างอยู่หมัด


 

และสถานการณ์ที่ถูกนำมาเรียงร้อยเพื่อเผยความคิดของตัวละครแต่ละตัวนั้น ก็ถูกจัดวางไว้อย่างชาญฉลาดและ “เนียน”มากๆ ทุกๆเหตุการณ์ดูสมจริงแบบที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิต ทุกความคิดดูสมเหตุสมผลจากสิ่งที่ถูกขับจากจิตใต้สำนึกของสถานะที่แตกต่างกันในแต่ละตัวละคร และจังหวะที่ผสมผสานอย่างกลมกลืนและกลมกล่อมพอดีคำ


 

นี่ยังไม่นับองค์ประกอบด้านเสียงที่สร้างอารมณ์สอดรับอย่างสละสลวย และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการแสดงให้เป็นคนธรรมดาของแต่ละคนที่ไม่ธรรมดาจริงๆ


 
ทำให้เราเสมือนกำลังนั่งสังเกตการณ์การเดินทางของชีวิตคู่หนึ่งอยู่  ชีวิตธรรมดาที่เกิดขึ้นจริงที่ใดที่หนึ่งบนโลกใบนี้ขนานไปกับการใช้ชีวิตของเรา 
 
(เปิดเผยแนวคิดบางประเด็นจากภาพยนตร์) สิ่งที่ Rabbit Hole สะท้อนออกมาที่กระแทกใจที่สุดทัศนคติในการ “เลือก” ทางออกให้กับตัวเองเมื่อเราประสบกับปัญหาหนักๆ
 

ใช่แล้ว...หากเราต้องการจะ”หนี”จากปัญหาเหล่านั้น มันมีทางเลือกมากมายซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเลือกตามสามัญสำนึกของตัวเอง


 

แต่ปัญหาของปัญหาคือ ไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องแบกรับผลกระทบจาก “ปัญหา” เหล่านั้น


 

ไม่ใช่เราคนเดียวที่สูญเสีย ไม่ใช่เราคนเดียวที่เจ็บปวดและไม่ใช่เราคนเดียวที่ทุกข์ทรมาน


 

การใช้สิทธิ์ของตัวเราในการ “เลือก” ทางออกในการหนีปัญหาด้วยบรรทัดฐานของตัวเองล้วนๆมันอาจจะไปทำร้ายคนอื่นๆก็ได้


 

คนอื่นที่เรารัก.....


 

คนอื่นที่...ยังอยู่


 

วิธีการต่างๆที่ทั้งคู่ต่างเลือกสำหรับการหนีที่แสดงออกให้เราเห็นเกือบทั้งเรื่องนั้นเป็นตัวอย่างกับประเด็นนี้ได้อย่างดี


 

จนมันไม่ใช่แค่เรื่อง “ครอบครัวที่สูญเสีย” อย่างเดียวแล้ว แต่มันลุกลามเป็น “ครอบครัวที่เสียศูนย์” ด้วย


 

เพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆจากความพยายามในการหาทางออกให้ตัวเอง


 

ทางออกที่เป็นการหนีปัญหา  ทางออกที่เป็นการหนี “ความจริง”


 

เมื่อทั้งคู่เริ่มเข้าใจใน”ความจริง” ที่เขายังมีอยู่และไม่สามารถหลีกหนีได้


 

 เราก็เริ่มเห็นทิศทางที่ทั้งคู่สามารถจูงมือกัน ประคับประคองซึ่งกันและกันให้ก้าวต่อไปด้วยกันได้


 

ไม่ใช่ว่าจะหายเจ็บปวดในทันที หรือทุกอย่างจะดีขึ้นในพริบตา


 

แต่แค่เรามีความกล้าที่จะก้าวต่อไป ไม่หนีปัญหา เผชิญหน้ากับความเป็นจริง ก็เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจแล้วมิใช่หรือ?


 

ฉะนั้นไม่ว่าปัญหาของท่านจะใหญ่โตสักเพียงไร ขอให้เข้าใจไว้ว่า...


 

ทางออกเองซึ่งมันก็มีหลายทาง


 

บางทางก็พาเราออกไปได้เร็วขึ้น แต่บางทางก็ไม่.......


 

 


 

 

edit @ 22 Feb 2011 17:00:58 by Jotivator

edit @ 22 Feb 2011 17:03:33 by Jotivator

วาเลนไทน์ปีนี้ขอต้อนรับทุกดวงใจที่มีรักด้วยการประมวลประโยครักหวานบันดาลใจในภาพยนตร์ที่เคยจี๊ดจับใจจริงๆจนจดจำจังๆผมมาแล้ว...

 

^^....และหวังว่าจะจี๊ดคุณเช่นเดียวกัน....^^

 

 

 

 

"Love is like the wind.. You can't see it, but you can feel it."

 

- A Walk to Remember -

 

 

 

 

"Medicine, law, business, engineering, these are noble pursuits and necessary to sustain life. But poetry, beauty,romance, love, these are what we stay alive for"

 

- Dead Poets Society -

 

 

 

 

 

"ความรักก็เหมือนคลื่นวิทยุ ต้องหา ต้องปรับ ต้องจูนกันอยู่เสมอ..."

 

- Sex phone คลื่นเหงาสาวข้าวบ้าน -

 

 

 

 

 

"Don't Let your brain interfere with your heart"

 

- I.Q. -

 

 

 

 

 


"Love cannot be found where it doesn't exist,

 

 nor can it be hidden where it truly does."

 

- Kissing A fool -

 

 

 

 

"I love you without knowing how, why, or even from where "

- patch adams -

 
 

 

"Maybe it is our imperfections which make us so perfect for one another."

 

- Emma -

 

 

"ต้น....คุณไปอยู่ที่ไหนมา...ทำไมเราเพิ่งมาเจอกัน"

 

- The Letter จดหมายรัก -

 

 

"You are what I never knew I always wanted "

 

- Fools Rush In -

 

 


"I can't remember anything without you"

 

- Eternal sunshine of the spotless mind -

 

 

“You make me want to be a better man.”

 

- As Good As It Gets -

 

 

"ตลอดเวลาที่เรารู้จักกันมาจนเราแต่งงานกัน มีลูกกัน มีเรื่องไหนบ้างที่ฉันไม่ยอมคุณโม"

 

- บุญชู9 ไอเลิฟสระอู -

 

 

"When you realise you want to spend the rest of your life with somebody, you want the rest of your life to start as soon as possible."

 

- when harry met sally -

 

 

"It seems right now that all I've ever done in my life is making my way here to you."

 

- The Bridges of Madison County -

 

 

"I love you. I am who I am because of you. You are every reason, every hope, and every dream I've ever had, and no matter what happens to us in the future, everyday we are together is the greatest day of my life. I will always be yours."

 

- The notebook -

 

 

 "นอกจากรักคุณแล้วผมไม่เก่งอะไรสักอย่างเลย"

 

- the Classic -

 

 


"you completed me"

 

- Jerry Mcguire -

 

 

"Will you love me for the rest of my life?"

 

"... No, I'll love you for the rest of mine."

 

- Phenomenon -

 

 


“If I had one more night to live, I would want to spend it with you.”

 

- Pearl Harbor -

 

 

"เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็ยังรักคุณ"

 

- มหาลัย เหมืองแร่ -

 

 


"I'd rather die tomorrow than live a hundred years without knowing you."

 

- Pocahontas -

 

 

"I would rather have had One breath of her hair, one kiss from her mouth, one touch of her hand, than eternity without it."

 

- City of angel -

 

 

"Sometimes i wish that i had never met you, so i could go to sleep at night not knowing there was someone like you out there."

 

- Good will Hunting -

 

 

"แฟนไม่ได้มีไว้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่มีไว้ให้รู้ว่ายังมีใครสักคนที่รักเรา"

 

- รถไฟฟ้า มาหานะเธอ -

 

 

"Sometimes you have to be apart from people you love. But that doesn't mean you love them any less. Sometimes, it even makes you love them more."

 

- The last song -

 

 

"What if someone you never met, someone you never saw, someone you never knew, was the only someone for you?"

 

- Sleepless in Seattle -

 

 

"How come we don't always know when love begins, but we always know when it ends?"

 

-LA story -

 

 

"ความรักของเธอ เกิดที่นั่นและก็ตายที่นั่น แต่ของอีกคนหนึ่งยังรุ่งโรจน์อยู่ในร่างที่กำลังจะแตกดับ"

 

-ข้างหลังภาพ -

 

 

"I'm not a smart man... but I know what love is. ..."

 

-Forrest Gump -

 

 

 

"ที่เราเจ็บปวดกับความรัก ไม่ใช่เพราะมันจากไป แต่เพราะมันยังอยู่ต่างหาก
     ถ้าวันนี้คนสองคนต่างหมดรักกันไป คงไม่มีใครต้องเสียใจมากนัก
     แต่กลับเป็นเพราะรักที่ยังอยู่ในใจคุณนั่นเอง ที่ทำให้คุณปล่อยวางลงไม่ได้ "

 

-IL Mare -

 

 

"A heart can be broken, but it keeps beating just the same."

 

-Fried Green Tomatoes -

 

 

"นายยังต้องไปศึกษาความรักเพิ่มเติม แต่ก่อนอื่นนายต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อใช้เวลาที่เหลือศึกษามัน"

 

-My Sassy Girl -

 

 

"to me,you are perfect........and my wasted heart will alway love you...."

 

-Love actually -

 

ชีวิตธิปไตย 4 วินาที

posted on 07 Feb 2011 19:15 by thejotivator in Dream

ทุกครั้งที่มีคนกล่าวอ้างถึงคอนเซปต์ “ประชาธิปไตย 4 วินาที” พร้อมพยายามสอดแทรกการรณรงค์อย่างเท่ว่าขอให้ประชาชนคนไทยเปลี่ยนแนวคิดเสียใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตยที่เราร่วมตรวจสอบ ร่วมบริหารประเทศด้วยกันเถอะนะที่รัก

 

 

 

ผมมักจะแอบยิ้มด้วยความเห็นใจเหล่านักรณรงค์เหล่านั้นอย่างสุดซึ้ง ( ว่าแต่...เห็นใจแล้วทำไมเอ็งต้องยิ้ม? )

 

แม้ว่าใจผมจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้อย่างสุดโต่งโสล่งเป็ดก็ตาม แต่ก็ไม่วายอยากจะเสือกตัวเข้าไปวงในแล้วกระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆไม่ได้ว่า “คุณพี่หนวดครับ อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้นเลยนะครับ แต่ผมคิดว่าฝันที่เป็นจริงของพี่มันแม่งโคตรทวดยากส์เลย”

 

 

.....ซึ่งก็อาจจะได้รับปฏิกิริยาตอบสนองของคุณพี่หนวดด้วยการทำสีหน้านัยว่า..มาอีกแล้วเรอะนักทำลายความฝันอาชีพ ผู้รักการโวยวายหน่ายบ่นปนหงุดหงิดแต่ไม่เคยคิดจะช่วยทำให้ดีขึ้น (เป็นรูปแบบของสีหน้าที่แสดงออกยากมาก หากต้องการสื่อสารข้อมูลให้ครบ 555) แต่พี่หนวดเองก็คงต้องอดกลั้นแล้วถามกลับไปอย่างสุภาพอ่อนโยนว่า “ทำไมมึง(น้อง)ถึงคิดเช่นนั่นเล่า?” 

 
 ....โอ้ว...ผมก็คงเริ่มเผยยิ้มอย่างชัดเจนพร้อมสีหน้าที่แสดงออกให้รู้สึกว่าตัวเองได้รับชัยชนะเล็กๆจากการที่ทำให้คุณพี่หนวดสนใจในประเด็นที่ขัดแย้งได้พร้อมไปกับการภูมิใจที่จะได้โอกาสเสนอข้อสังเกตแมนๆที่ตัวเองได้แต่เก็บเป็นความลับเอาไว้ในซอกตูดเป็นเวลาหลากหลายปี (อันนี้แสดงออกยากกว่าอีกแน่ะ..) พร้อมเปล่งวาจาไปด้วยโทนเสียงนุ่มลึกน่าเกรงขามแต่แฝงความเข้มแมนราวกับออกจากปากของเฮีย อัล ปาชิโน ใน  Serpico (ไอ้ภาพที่นิยมติดกันที่บังโคลนรถบรรทุกนั่นแหละ) ว่า “ ก็อนาคตของชีวิตเขายังเลือกแค่ 4 วินาที จะไปหวังอะไรให้เขาเลือกอนาคตของประเทศด้วยเวลามากกว่านั้นละพี่........”

 

“..................................”

 

 

“.......................................................”

 

“............!! อ้าว !! คุณพี่หนวด !! คุณพี่หนวดหายไปไหน !!?? “

 

 

............................................................

 

คุณพี่หนวดเขากลับไปทำหน้าที่นักรณรงค์ต่อตั้งแต่ตอนซอกตูดแล้วแหละ เขารอมึงเกริ่นไม่ไหว......

 

 

ด้วยเหตุฉะนี้...ผมเลยอ้อนวอนตาหวานให้คุณผู้อ่านลองพิจารณาการขยายความของผมแทนพี่หนวดเขาหน่อย

 

จะพยายามไม่เลอะเทอะ เรี่ยราดละ
 

 

 

ขอกลับไปที่ “ประชาธิปไตย 4 วินาที” ...ใครที่ยังไม่คุ้นกับวาทกรรมนี้ มันคือ การเปรียบเปรยว่าชนชาติเราให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมกับประชิปไตยแค่ 4 วินาทีเท่านั้น วินาทีที่ 1 รับบัตร วินาทีที่ 2 กาบัตร วินาทีที่ 3 พับบัตร วินาทีที่ 4 หย่อนบัตร หลังจากนั้นอำนาจหน้าที่ถือว่าสิ้นสุด พบกันใหม่อีก 4 ปีข้างหน้า เป็นระบอบการปกครองแบบโอลิมปิกเกมส์ (แต่หลังๆมานี้ โอลิมปิกธิปไตยไม่เคยถึง 4 ปีสักครั้ง T_T)  จากนั้นนักกาเหล่านั้นก็ถือว่าเลือกผู้แทนรัฐบาลมาแล้วนี่ก็ปล่อยเค้าจัดการไปสิ ทำไม่โดนไม่ดี 4 ปีข้างหน้าก็แค่เลือกใหม่ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทั้งๆที่ๆเรามีสิทธิ์เต็มที่ในการ ตรวจสอบ ซักถาม เรียกร้อง ประท้วง ระหว่างการทำงานของรัฐบาลได้อย่างชอบธรรม ขึ้นอยู่กับระดับความช่างสังเกต ช่างคิด ช่างซัก ช่างถาม ของประชาชนแต่ละท่าน

 

 

แต่เสียดายที่ประชาชนไทยส่วนใหญ่มักจะ “ช่างแม่ง...”

 

ที่จำเป็นต้องช่างแม่งเพราะมีเรื่องของตัวเองที่น่าสนใจกว่า มีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องใส่ใจกว่า มีชีวิตของตัวเองที่สำคัญมากกว่า

 

 

...ใช่แล้ว...”ชีวิต”ของตัวเองสำคัญมากกว่า.....สำคัญที่สุดเลยเหอะ...

 

น่าแปลกครับ สิ่งที่คนเราคิดว่าสำคัญที่สุด แต่กลับมีคนมากกว่าครึ่งในวันนี้ที่ไม่มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง......

 

จะเชื่อไหมครับถ้าผมจะบอกว่า มันมาจากการใช้แนวคิด “ชีวิตธิปไตย 4 วินาที” เหมือนกัน.....

 

ผมจะเริ่มจากตัวอย่างที่ใกล้เคียงกันอย่างเหลือเชื่อ

 

...ด้วยการเลือกอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกในชีวิตของเรา คือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือ เอ็นทร๊านส์ส์ส์ส์ ที่หลอกหลอนมาในอดีต (หรือในปัจจุบันสำหรับบางคน) นั่นเอง

 

หลังจากผ่านสมรภูมิสอบเป็นที่เรียบร้อย เด็กน้อยคอซองคาร์สันขาสั้นนั่งหน้านิ่วอยู่บนโต๊ะพร้อมดินสอในมือ

 

 

เอกสารที่อยู่ตรงหน้าเป็นช่องตัวเลือกของคณะสาขาและมหาวิทยาลัยที่เราจะต้องเลือก “กา”

 

เด็กน้อยคนนั้นคิดอะไรอยู่?

 

 

......คณะอะไรดีวะ พ่อแม่เราอยากให้เข้าอะไร เพื่อนๆที่เรารักมันเลือกอะไรกันวะ สาขาอะไรนิยม เรียนจบมีงานเปล่าวะ มหาลัยอะไรที่เข้าไปไม่อายเขา คะแนนเราจะถึงมั๊ยนะ ตกลงกูจะเป็นอะไรวะ?

 

เกณฑ์ในการตัดสินใจมีอิทธิพลจากแวดล้อมภายนอกมากกว่าความต้องการภายในอยู่หลายขุมทีเดียว

 

 

ซึ่งแหม....ถึงหลายคนจะคิดมาแล้วว่าตัวเองต้องการทำอาชีพอะไรในการเลือกคณะ แต่ถามจริงๆเหอะ เด็กน้อยคนนั้นรู้อะไรมากไปกว่า  วิศวกร คือ สร้างบ้านงานหนัก  แพทย์ คือ หมอรักษาคนไข้รายได้ดี  บัญชี คือ มีแต่ตัวเลข  รัฐศาสตร์ คือ นักการเมือง บริหารธุรกิจ คือ ผู้บริหาร  วิทยาศาสตร์ คือ นักวิทยาศาสตร์  ....

 

เด็กน้อยคนนั้นใช้เวลากว่า 12 ปีในช่วงประถมและมัธยมศึกษาในการคร่ำเคร่งเครียดตะบี้ตะบันเรียนให้ คิดเลขเก่ง อ่านภาษาอังกฤษออก ท่องสูตรเคมีได้ ผันวรรณยุกต์เป็น แต่กลับมีความเข้าใจในระดับกำปั้นทุบดินกับวิชาชีพที่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ในอนาคต เรียนเอาเหตุ ไม่เน้นผล....

 

ซึ่งนั่นทำให้เด็กน้อยสามารถตอบถามตัวเองว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร? “ ได้อย่างตื้นเขินเสียนี่ฉิบ

 

อยากเป็นหมอเพราะรวย อยากเป็นวิศวกรเพราะเท่ อยากเป็นแอร์เพราะสวย อยากเป็นนักการเมืองเพราะดูมีอุดมการณ์...

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการใช้  4 วินาทีในการเลือกคณะ และเลือก “อนาคต” ชีวิตที่เหลือของตัวเอง

 

เลือกเพียงเพราะรู้เท่านั้น เลือกไปก่อน

 

พอเลือกได้แล้ว....ก็ “ช่างแม่ง”

 

เรียนไปสิ เลือกมาแล้ว ลองดูก่อน ชอบหรือเปล่าไม่รู้ แต่ต้องเรียนให้จบ จะเปลี่ยนอะไรขอให้รอ “โอลิมปิกแห่งชีวิต” ครั้งหน้า...อีก 4 ปี

 

คุ้นๆมั๊ยครับ 4 วินาทีแลก 4 ปี…….
 

 

 

ภายหลังเรียนจบเด็กน้อยก็ต้องรีบออกมาหางานทำ.......... ที่ไหนเขาจะรับเรานะ ทำงานตรงสายที่เรียนมานี่แหละ บริษัทไหนชื่อเสียงดีวะ เขาให้เงินเท่าไหร่วะ จะให้ทำอะไรช่างมันเหอะ ขอให้ได้เข้าไปทำก่อน...

 

ความคิดของเด็กน้อยเหมือนจะไม่ได้โตขึ้นเลย ...จะมีเด็กน้อยสักกี่คนที่รู้ก่อนล่วงหน้าว่า งานที่เขาเลือกนั้นแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง ทักษะอะไรบ้างที่ต้องใช้ ความยากอยู่ที่ตรงไหน ตรงกับความชอบและความถนัดจริงๆหรือเปล่า เขาตั้งใจจะทำไปถึงเมื่อไหร่ และจากนั้นจะไปทำอะไรต่อ ......มันเป็นงานที่จะพาเขาไปสู่ชีวิตที่ต้องการหรือเปล่า..??

 

 

ส่วนใหญ่ก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ทำงานไปงั้นๆ ทำงานไปให้มีงานทำ

 

ลองนับจำนวนเด็กน้อยที่บ่นว่า เบื่อ เครียด เกลียดวันจันทร์ รักวันศุกร์ดูสิ....

 

เด็กน้อยเริ่มไม่มีความสุขกับชีวิตที่เขาไม่ได้เรียนรู้มาก่อน ไม่ได้พิจารณาล่วงหน้า ไม่ได้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ฝืนใช้ชีวิตจวบจนกระทั่งความทุกข์รวมตัวกันประท้วงขับไล่ จนก่อให้เกิดการ “ปฏิวัติชีวิต” และเรียกร้องการเลือกตั้งใหม่...

 

แล้วเลือกตั้งครั้งใหม่... เด็กน้อยจะเลือกอย่างไร? เค้าจะมีแนวคิดใหม่ๆในการเลือกชีวิตของเขาหรือเปล่า?

 

นี่แหละครับขนาดเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ยังไม่เต็มใจจะใช้เวลาหาข้อมูล พิจารณาทางเลือก ประเมินความคิด ตรวจสอบเส้นทางอะไรเลย เพียงแค่รู้สึกอุ่นใจที่เลือกเส้นทางที่มั่นคงเหมือนเด็กน้อยคนอื่นๆ แล้วจะไปหวังอะไรกับประชาธิปไตย.....เรื่องที่เด็กน้อยคิดว่า “ไกลตัว”อย่างนั้น (นอกจากเด็กน้อยอยากจะเป็นนักต่อสู้ อ่ะนะ)

 

ชีวิตคือการเดินทางครับ ให้เวลากับการกำหนดเป้าหมายที่เราอยากจะไป และศึกษาเส้นทางล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง ถึงจะไปช้าอย่างไรก็ไม่หลง หรือถึงจะหลงก็หลงไม่มาก...แต่คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้กลับให้ความสำคัญเหลือเกินกับเทคนิคการเดิน การวิ่ง เดินอย่างไรให้เร็ว วิ่งอย่างไรให้ไม่เหนื่อย ท่าไหนสวย ท่าไหนมั่นคง

 

ทิศไหนไม่รู้....ขอกูได้เดินก่อนเถอะ

 

ทั้งที่ความเป็นจริงมันไม่ได้ใช้เวลาและความสามารถมากเลยกับการกำหนดพิกัดเป้าหมาย สำรวจเส้นทาง

 

ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า “เดินช้าช้าอย่างถูกทิศ ดีกว่าวิ่งสุดชีวิตแต่หลงทาง...”

 

กวาดตามองดูพี่น้องชาวไทยปัจจุบันมีคนหลงทางเยอะซะด้วย... และที่น่าเศร้าคือ โดยมากมันสายเกินกว่าจะกลับมาซะแล้ว
 

 

 

ผมคิดเองอย่างสั้นๆง่ายๆโง่ๆว่า ถ้าหากประเทศเราหล่อหลอมให้ประชาชนเดินแบบถูกทิศถูกทางถูกที่ได้ ความเจริญก้าวหน้าและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศคงไปได้ไกลมากกว่าที่ใครต่อใครเอาแต่ประกาศก้องว่าจะเป็นเสือ เป็นมังกร เป็นหมีแพนด้า ตัวที่เท่าไหร่ของโลกก็เหอะ

 

ก็เข้าใจแหละว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเด็กน้อยทั้งหลายเองก็ไม่ได้รับการปลูกฝังให้กำหนดแผนที่ชีวิตและวิ่งเข้าหาข้อมูลพื้นที่ด้วยตัวเอง ซ้ำร้ายยังขาดแคลนระบบและการสื่อสารให้ศึกษาเชิงลึกถึงเส้นทางในอนาคตต่างๆอย่างง่ายๆ ( แหม...ถ้ามีรายการ Reality show ของอาชีพต่างๆ นอกเหนือจากนักร้อง ดารา ก็น่าจะดีนะ....)

 

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่ว่าจะเริ่มไม่ได้....

 

ฉะนั้นขอฝากไว้สำหรับเด็กน้อยที่กำลังจะมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก และเด็กน้อยในร่างผู้ใหญ่ทุกท่าน ....ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะให้เวลากับความคิดเหล่านี้อย่างจริงจังได้แล้ว เพื่อป้องกันความเสียดายที่จะเกิดขึ้นกับเวลาชีวิตที่เหลืออยู่...เฮ้!!!

 

ส่วนเด็กไม่น้อยทั้งหลายแหล่ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกมาตลอดและคิดว่าสิ่งที่ผมบอกนั้นมันไม่เห็นจะจริงเอาซะเลยขี้โม้ ก็ขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจด้วยนะครับที่คุณได้ผ่านการเลือกชีวิตของคุณอย่างพิถีพิถัน และเริ่มทำมันให้เป็นความจริงเรียบร้อยแล้ว

 

 

แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เหนือสิ่งอื่นใด....

 

ผมฝากบอกคุณพี่หนวดด้วยนะครับ ^^
 

edit @ 7 Feb 2011 19:31:50 by Jotivator